ทานตะวัน

 

 

 


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน  :)

 

 

ไดอารี่หน้านี้เกิดขึ้นเพราะฟังเพลง “ทานตะวัน”
เอมได้ฟังครั้งแรกเมื่อไหร่ไม่ทราบ ประทับใจเสียงขลุ่ยมาก 
ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ ก็จะปล่อยให้จินตนาการนำพาไป
ในห้วงความคิดนั้นเห็นทุ่งข้าวสีเหลืองทองอร่าม
ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวผลิตผลจากน้ำแรงของตนเอง...

 

 

คลิกเพื่อฟัง

 

 

“ชาวนา” คือคนปิดทองหลังพระตัวจริง
เป็นกระดูกสันหลังที่รับน้ำหนักสารพัดของร่างกาย
แต่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงเท่าไหร่


 


     เอมเคยเขียนกลอนไว้เมื่อสมัยเรียน ม.๔(กว่า ๑๐ ปีที่ล่วงมา) :)


...จะกี่วันเดือนปีที่ผันผ่าน   มือหยาบกร้านกรำงานอยู่มิรู้สิ้น
ผลิตข้าวเลี้ยงประชาเป็นอาจิณ ชนทั่วถิ่นได้อิ่มหนำสุขสำราญ
แต่มีใครเคยตรึกสำนึกเล่า    พระคุณดั่งขุนเขามหาศาล
ทุกแรงรวงนี้หรือคือตำนาน    
ที่จดจารคุณค่าชาวนาไทย



 

เล่าเรื่องเมืองไทยสักหน่อย...
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนะคะ
แต่ก่อนแต่ไรมา เราปลูกพืชแบบผสมผสาน
คือในพื้นที่ของครัวเรือนหนึ่งๆ มีการปลูกพืชหลายชนิด
ซึ่งหมายความว่าเราอยู่แบบ “พอเพียง” เลี้ยงตัวเองได้
(ตรงตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” เลยค่ะ)

 


แต่เมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
ระหว่างประเทศสยามกับประเทศอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ ๔
การเพาะปลูกซึ่งแต่เดิมเป็นไปเพื่อยังชีพ พอมีพอกิน
กลายเป็นปลูกเพื่อขาย และส่งออก
จากที่เคยปลูกพืชแบบหลากหลาย
ก็กลายมาเป็นปลูกแค่เพียงไม่กี่ชนิด
ซึ่งมันส่งผลต่อความเสื่อมสภาพของผืนดิน
มันส่งผลต่อวิถีชีวิตที่แต่เดิมสามารถพึ่งพาตนเองได้
กลับกลายเป็นพึ่งพิงภายนอกแทน แบบนี้เรียกว่าอ่อนแอลงนะคะ
ถ้าไม่มีคนมาซื้อผลผลิต (ที่มีหลักๆ แค่ไม่กี่ชนิด)ละก็...
...ตายแน่ๆ


 


ตั้งแต่บัดนั้นมา...
ภาคเกษตรกรรมก็ค่อยๆ สูญเสียเอกราชของตนเองไป
จนถึงวันนี้ เกษตรกรของชาติไม่มีปากไม่มีเสียงอะไร
มีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปงกๆ
เป็นคนปลูกข้าว แต่ต้องซื้อข้าวเขากิน...
(เขียนเอง หดหู่เอง น้ำตาจะไหลเอง เฮ่อ)



 

คิดถึงเรื่องที่ชาวนาไม่มีข้าวจะกิน
ทั้งๆ ที่เป็นคนปลูกข้าวเลี้ยงคนในแผ่นดิน แล้วเอมก็เศร้า
T_T
เพราะในขณะที่เราเน้นความเจริญเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจ
ให้ความสำคัญกับฐานะและสถานะทางสังคม
พื้นที่ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนเล็กๆ ในแผ่นดินนี้
ก็ดูเหมือนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ

 


ตัวอย่างง่ายๆ เวลามีม็อบเกษตรกร มาชุมนุมแถวทำเนียบรัฐบาล 
หลายคนก็จะคิดว่ามาทำไมกัน มาแล้วก็รถติด 
สร้างปัญหา เรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ วุ่นวายไม่จบสิ้น ฯลฯ
เพราะชาวกรุงไม่เคยตกในสภาพเดียวกันกับเขา 
จึงไม่รู้ ไม่เข้าใจ และสำคัญกว่าคือ ไม่เปิดใจ
เพราะเราจะเข้าใจใครสักคนได้
ก็ต่อเมื่อเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา
คิดเห็นในเรื่องต่างๆ ผ่านมุมมองของเขา ไม่ใช่ของเรา


 

 

ได้อ่านบทสัมภาษณ์ คุณวิลิต เตชะไพบูลย์ 
สัมภาษณ์โดย คุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์
ตีพิมพ์ในนิตยสารอิมเมจ ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗
คุณวิลิตนี่พูดง่ายๆคือเป็นเศรษฐี ครอบครัวมีธุรกิจมากมาย
แต่เขาขอยึดอาชีพทำนา ใช้ชีวิตที่ "นาวิลิต" ของเขา
ตัดตอนบางคำพูดที่น่าสนใจและน่าคิดมาให้อ่านกันค่ะ


 

"...ปลาช่อนตัวหนึ่งขนาดธรรมดาก็เท่าแขนผม
หาได้ง่ายๆ มีกินทุกวัน ถ้าอยากจะกิน ผักกระเฉด ผักบุ้ง
เหล่านี้คุณจะคิดตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นเท่าไร



เราไม่เคยนับเรื่องเหล่านี้ 
แต่เราดึงทุกคนไปสู่ระบบที่ต้องพึ่งเงินตราทั้งหมด
ในขณะเดียวกันก็ลืมคุณค่าและวิถีที่เป็นรากของเราไปเลย 
มากกว่านั้นเราไม่สนใจด้วยว่าปุ๋ยและยาเคมีต่างๆที่ต้องซื้อมาพวกนั้น
มีผลไปทำลายพื้นดินและความสมบูรณ์มากมายแค่ไหน 



ตกลงเราเป็นคนสร้างความจนให้เกิดขึ้นเองหรือเปล่า 
มันน่าคิด เพราะถ้านับทรัพยากรที่เขาได้มาโดยตรง
เขาอาจจะไม่ใช่คนจน
ผมคิดว่าการแก้ปัญหาที่ยึดตัวเลขมาวัดอย่างเดียว
และไม่เห็นข้อจำกัดของระบบการวัดด้วยตัวเลขมันเท่ากับหลอกตัวเอง
ที่น่าเศร้า ถามว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือใคร
ก็คือคนที่ถูกดำเนินนโยบาย คือเกษตรกรที่เขาอยู่คู่แผ่นดิน
คือภาคเกษตรที่แท้จริงควรเป็นความมั่นคงของชาติ..."


 


หลายคนคงเคยได้ข่าวที่รัฐบาลประกาศประกันราคาข้าวเปลือก
เหมือนจะดีใช่ไหมคะ ที่มีการช่วยเหลือแบบนี้
แต่ความจริงคือ ชาวนามัก "ขายเขียว" ให้กับโรงสีไปแล้ว
คือทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า รับเงินมาแล้วเรียบร้อย
ตั้งแต่ข้าวยังไม่หว่านด้วยซ้ำไป
เพื่อนำเงินมาเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าใช้จ่ายในระหว่างรอเก็บเกี่ยว
เอามาใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้รายอื่น ๆ
หรือแม้แต่ซื้อข้าวกิน…

 



เม็ดเงินนั้นจึงไม่ค่อยไปถึงมือหยาบกร้านของชาวนา
แต่ไปอยู่กับเจ้าของโรงสีซะมากกว่า
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงได้ไม่หลุดพ้นจากวงจรหนี้กันเสียที
นอกจากนี้ยังมีเหตุอื่นอีก ถ้าเขียนคงได้อีกหลายหน้ากระดาษ


 


หลายคนตำหนิว่าคนบ้านนอกเอาเงินไปใช้ไม่มีประโยชน์
ไปซื้อโทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
ก็ใครเล่าที่ยัดเยียดสิ่งนี้ลงไปในโลกทรรศน์ของพวกเขา
ผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ
โดยธรรมชาติของมนุษย์เห็นใครมีอะไร ก็จะอยากมีบ้างค่ะ
และโดยมากเกษตรกรก็ผ่านการเรียนในระบบการศึกษามาน้อย
จะให้มีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)
เพื่อเลือกรับและตัดสินอะไรโดยไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็คงจะลำบาก

 



เมื่อเจอกับเหลี่ยมเล่ห์ทางธุรกิจของคนในเมือง
ที่ประโคมโหมโฆษณาและชวนเชื่อผ่านทางสื่อต่างๆ
มีหรือที่จะรอดพ้นจากวังวนของกระแสบริโภคนิยมได้
ที่เขียนมานี่ไม่ได้เข้าข้างชาวนาอย่างไม่ลืมหูลืมตานะคะ
เพียงแต่อยากเขียนความคิดของตัวเองออกมาบ้าง
ว่ารู้สึกนึกคิดอย่างไร ต่อ “ชาวนา” ผู้เป็นเพื่อนร่วมประเทศไทย





อ้อ...นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง FTA  
ยังไม่ได้พูดถึงการตัดต่อพันธุกรรมให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่
(ซึ่งคล้ายๆ จะดี แต่จริงๆ แล้วไม่ดี) เลยนะคะ
อย่างที่บอกค่ะ เรื่องมันเยอะ -"-



 

เอมไม่แปลกใจที่ปัจจุบันคนทิ้งไร่ทิ้งนา ละทิ้งถิ่นฐาน
เปลี่ยนสถานะมาเป็นหนุ่มสาวโรงงานกันมาก
และไม่สงสัยเลยด้วย ถ้าต่อไปจะเหลือคนทำนาน้อย-น้อยที่สุด
เพราะถ้าไปถามพ่อแม่ชาวนา ว่าอยากให้ลูกเป็นชาวนาไหม
ลองทายสิคะว่าเขาจะตอบว่ายังไง
ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจถ้าในอนาคตเราจะต้องนำเข้าข้าวมากกว่านี้
ทั้งๆ ที่ข้าวหอมมะลิของไทยเราอร่อยที่สุดนี่แหละ



 

แล้วสังคมไทยที่มีการเกษตรเป็นฐานราก
จะมุ่งหรือจะพุ่งไปในทิศทางไหนกัน
คิดแล้วก็เศร้านะคะ...


 

ได้แต่หวังว่าในอนาคต ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายๆท่าน
จะได้เหลียวมองมาดูเกษตรกรผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ด้วยสายตาแห่งความเข้าใจถึงเบื้องลึกของปัญหา
สร้างแนวทางที่เหมาะสมออกมา เพื่อโอบอุ้มเกษตรกร
ให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากวังวน จากวงจรแห่งความทุกข์



 

หวังว่าคนกรุงที่ไม่เข้าใจในระบบและวิถีของชาวนา
จะเห็นคุณค่า ความสำคัญ และเคารพ
ต่อผู้ที่ได้อุทิศแรงกาย แรงใจ ผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงพวกเรา
ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต้องลงเอยด้วยการมีชีวิตผูกพันกับหนี้สิน
อย่างที่ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นได้ในวันไหนกัน

 

 

 

ทานตะวัน


                     เนื้อร้อง  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  
                     ทำนอง   ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี



  ...ตะวันส่องใสแดดฉายลงมาทาบทาทิวทุ่ง
        แผ่วลมผ่านโรยเหมือนโปรยกลิ่นปรุงดอกฟางหอมลอย
        ดอกหญ้าดาววับวาวทางเกลื่อนเหมือนดังหยาดพลอย
  แตะนิดต้องน้อยราวมณีร่วงพรูพัดพรายลงดิน


จะอยู่แดนไหนสุดฟ้าแสนไกลคะนึงถึงถิ่น
   ด้าวแดนแผ่นดินที่เราจากมาเนิ่นนานแสนนาน
  ดอกหญ้างามงดงามดังก่อนหรือร่อนร่วงราน
    แดดร้อนดินแล้งลมระงมแผ้วพานบ้านนาป่าเขา

   
ทุ่มกายทุ่มใจเข้าโหมแรงไฟหัวใจแรงเร่า
ยิ่งสร้างยิ่งทำระกำหนักเบาดิ้นรนหนทาง
เจ้ามิ่งขวัญยิ่งวันยิ่งเดือนยิ่งเลือนยิ่งราง
        ทอดทิ้งทุ่งร้างวันและวันผ่านเยือนเหมือนเดินทางไกล

     
   ตะวันส่องแสงสาดแสงลงมาทาบทาทางใหม่
 ร่วมจิตร่วมใจก้าวไปก้าวไปฝ่าภัยร้อยพัน
  มิ่งขวัญเอ๋ยหัวใจเรามั่นเหมือนทานตะวัน 
  เฉิดแสงแรงฝันกลางรวีตะวันสีทองส่องใส

 


 

     Share

<< Can you feel the love tonight.ฝากไว้เตือนใจตน (๑) >>

Posted on Tue 10 Jul 2007 17:33

 

 
  
 






ก่อนเลือนลับ...ลาหาย...ในสายลม
แสงดาวส่องทาง
รสชาติชีวิต...นิสิตปีหนึ่ง (๑)
ฝากไว้เตือนใจตน (๓)
ฝากไว้เตือนใจตน (๒)
ฝากไว้เตือนใจตน (๑)
ทานตะวัน
Can you feel the love tonight.
Forget me not.
Colors of The wind.
เสียงคลื่นเห่คือเสียงปลอบ...มอบแด่เธอ
Lost in space.
คิดถึงย่า (๙)
ต้นไม้ในบ้านหลังเก่า
ของสวรรค์เสวยรมย์ (ภาค ๒)
ของสวรรค์เสวยรมย์
เรื่องเล่าเมื่อเรายังเด็ก (๑.๑.๑)
เรื่องเล่าเมื่อเรายังเด็ก (๑.๑)
= = = ปัดฝุ่นไดอารี่ = = =
= = = การเดินทางของปากกาด้ามหนึ่ง = = =
Have I told you lately.
เอมกลับมาแล้ว ^.^v
คิดถึงย่า (๘)
เขียนถึงความรัก
สอนตัวเอง
"Wishing Well Project"



Comments

จะว่าอย่างนั้นก็ช่ายอ่ะคะ
แหะแหะ
ขอบคุณที่แวะเข้าไปเยี่ยมนะคะ

ไดดูมีสาระมากเลยอ่ะ
อ่านแล้วแอบอาย
ฮ่าๆๆๆ
เบิด   
Tue 10 Jul 2007 23:53 [1]




Post Comment






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn