ชีวิตนี้น้อยนัก (๖)

 

สวัสดีค่ะ

 


ไดอารี่ในช่วงนี้ เอมขออัญเชิญบทพระนิพนธ์เรื่อง "ชีวิตนี้มีค่านัก"
ซึ่งรู้จักดีกันในชื่อของ "ชีวิตนี้น้อยนัก" มาลงให้ได้อ่านกันจนจบ
เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก


 

เนื่องจากเนื้อหามีความยาวพอสมควร
จึงจะทยอยลงทุกวัน  จนจบเล่ม
เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
คือ แม้จะไม่ว่าง แต่ก็จะมาโพสย้อนหลังค่ะ

 


ความดีใดที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้
ขอทุกท่านน้อมระลึกแด่องค์ผู้ทรงนิพนธ์
คือสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ปัจจุบัน


 

และขออนุโมทนากับพี่กอบที่ได้พิมพ์เอาไว้เป็นไมโครซอฟท์เวิร์ด
เอมได้แก้ไขตัวสะกดบ้างเล็กน้อยให้ถูกต้องที่สุดก่อนโพส

 

 

เนื้อหาต่อจากวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

 

 


" ผู้ที่เกิดมาดีมีสุขสมบูรณ์ในภพชาตินี้
ก็มิใช่ว่าไม่มีมือแห่งอกุศลกรรมตามตะครุบอยู่
มีแน่ ทุกคนมีมือแห่งอกุศลกรรมตามตะครุบอยู่แน่
แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็มีมือแห่งกุศลกรรมเป็นผู้ช่วยอยู่
มือแห่งกุศลกรรมนั้นถ้าจะเปรียบให้เห็นง่ายๆ
ก็ต้องเปรียบกับเท้า มีมือผู้ร้ายติดตามตะครุบอยู่
จะหนีพ้นก็ต้องอาศัยเท้าพาวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
นั่นก็คือต้องทำบุญทำกุศลคุณงามความดีให้มากที่สุด
ให้เต็มสติปัญญาความสามารถเสมอ
ความดีเท่านั้นจะช่วยให้พ้นมือแห่งกรรมร้าย
แม้จะพ้นอย่างหวุดหวิดก็ต้องดีกว่าไม่พ้น


 

ทุกคนมีมือแห่งอกุศลกรรมที่น่ากลัวที่สุดตามตะครุบอยู่
ไม่มีใครไม่มี และมีกันคนละไม่น้อยด้วย
เพราะทุกคนได้ผ่านภพชาติมาแล้วนับไม่ถ้วน ยาวนานหนักหนา
ทำอะไรต่อมิอะไรกันมาเสียนักต่อนัก
ทั้งกรรมดีกรรมชั่วสลับซับซ้อนกันอยู่ และลืมกันเสียสิ้นแล้ว
ทั้งบางคนก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าได้เคยเกิดมาแล้ว
ในอดีตชาติมากมายหลายชาติจนนับไม่ได้
จึงยิ่งไม่นึกเลยว่าได้เคยทำกรรมดีกรรมชั่ว
มาก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันชาตินี้


 

การไม่นึกนี้แหละจะทำให้ประมาท
ไม่พยายามหนีผลแห่งกรรมไม่ดี
เมื่อกรรมไม่ดีตามมาทันถึงตัว
ก็จะใช้อำนาจที่ร้ายแรงอย่างไม่เมตตาปรานีเลย

 



ก่อนจะมาเป็นเราแต่ละคนในภูมิมนุษย์นี้
ต่างก็ได้เป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมาย
นับชนิดนับชาติไม่ได้ เป็นกันทั้งเทวดาสัตว์ใหญ่เล็ก
รวมทั้งมนุษย์ชายหญิง คนดีคนจน คนสวยคนไม่สวย
คนพิการคนไม่พิการ ขาวดำ ไทยจีน แขกฝรั่ง
ต่างเคยมีเคยเป็นกันมาแล้วทั้งนั้น
แม้เป็นผู้ระลึกชาติได้ก็จะสลดสังเวชยิ่งนัก
และอาจจะสละละวางความโลภความโกรธความหลงได้เป็นอันมาก

 

 

เห็นสุนัขขี้เรื้อนสักตัว แล้วลองนึกว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นเช่นเดียวกัน
เคยกระเซอะกระเซิงเที่ยวหาอาหารกิน ถูกคนตี
ถูกสุนัขด้วยกันกัด ถูกใครทั้งหลายที่ได้มาประสบพบผ่าน
แสดงกิริยาวาจารังเกียจเกลียดชัง ไม่ยอมแม้แต่จะให้เข้าไปใกล้
เพื่ออาศัยร่มเงากันแดนกันฝน ก้อนอิฐก้อนหินก็ถูกทุ่มขว้างใส่
ให้ต้องถึงเลือดตกยางออก ตกใจกลัวภัยนานา
แต่จะบอกกล่าวอ้อนวอนให้ผู้ใดเห็นใจก็ทำไม่ได้
อย่างมากก็เพียงเปล่งเสียงโหยหวนที่หามีผู้เข้าใจในความทุกข์ร้อนไม่
แม้นึกไปในอดีตเช่นนี้ สมมุติตัวเองว่าในภพชาติหนึ่งเป็นเช่นนี้
นึกให้จริงจังเช่นนี้ จะเกิดความกลัวกรรมเพราะย่อมได้ความเข้าใจว่า
กรรมไม่ดีแน่แท้ที่ทำให้ชีวิตต้องเป็นเช่นนั้น

 

 

อย่าเป็นผู้ปฏิเสธเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างปราศจากเหตุผล
คืออย่าปฏิเสธดื้อๆ ว่าใครจะเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อนก็ตาม ก็ไม่ใช่เรา
เราไม่เคยเกิดเช่นนั้นแน่ คนจะเกิดมาแต่สัตว์ไม่ได้
สัตว์จะไปเกิดเป็นคนก็ไม่ได้ ไม่มีเหตุผล
เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล เป็นคนสมัยใหม่แล้วจะเชื่ออย่างนั้นไม่ได้
เพื่อความไม่ประมาท จงอย่าปฏิเสธโดยไม่รู้จริงเช่นนี้
เพราะวันหนึ่งจะหนีไม่พ้นผลที่น่ากลัวนักของกรรม

 

 

เด็กบางคนวิ่งเล่นอยู่อย่างสนุกสนานในโรงเรียน
อยู่ๆ ก็มีลูกปืนแล่นเข้าตัดชีวิต ปลิดชีพจากโลกนี้ไปอย่างง่ายดาย
เด็กตายไปแล้ว ไปเป็นสุขไปเป็นทุกข์ก็เรื่องหนึ่ง
แต่มารดาบิดาผู้ต้องสูญเสียลูกไปปุบปับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่พึงพิจารณาให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของกรรม
และการให้ผลของกรรมต้องเคยไปทำความทุกข์แสนสาหัส
ให้เกิดแก่ผู้ใดมาก่อนแล้วในอดีต
จึงต้องมาได้รับความทุกข์แสนสาหัสจากผู้ที่ไม่รู้จักหน้าตา
ผู้ที่ไม่ปรารถนาจะก่อทุกข์โทษภัยใดๆ เลย
และทุกคนมีโอกาสที่จะประสบเหตุการณ์เช่นนั้น
เป็นไปได้ที่อยู่ดีๆ จะต้องสูญเสียยิ่งใหญ่
เช่น  มารดาบิดาที่เสียลูกไปอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
รู้ได้แน่นอนเพียงว่าเป็นผลของกรรมไม่ดี
ที่ต้องได้กระทำไว้ในภพชาติใดชาติหนึ่งแน่นอน



 

พระสำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพระดีพระสำคัญยิ่ง
คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
มีเรื่องเล่าถึงท่านว่า
ครั้งหนึ่งพระในวัดของท่านตีเพื่อนพระด้วยกันจนหัวแตก
ท่านชำระความด้วยการพระที่เป็นเจ้าทุกข์ว่าเป็นฝ่ายผิด
เพราะเป็นผู้ทำเขาก่อน เมื่อเป็นที่พิศวงสงสัยที่ท่านตัดสินเช่นนั้น
ท่านก็อธิบายว่าพระองค์ที่ถูกตีหัวแตกในชาตินี้
ต้องได้ตีพระอีกองค์มาก่อน ไม่ในชาติใดก็ชาติหนึ่ง
ถ้าจะให้รับโทษที่ทำในชาตินี้ก็จะไม่สิ้นสุดเวรกรรมต่อกัน
ถ้าไม่ถือโทษความผิดในชาตินี้ก็จะเป็นอันเลิกแล้วต่อกัน
ท่านได้ถามความสมัครใจของพระองค์ที่ถูกตีหัวแตก  ว่าต้องการอย่างไร
พระองค์นั้นก็ยินดียกโทษ ไม่เอาความ เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน
ท่านว่าจะได้ไม่มีการจองเวรกันต่อไป

 


เรื่องนี้สมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านสอนเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม
ให้เห็นว่าเมื่อทำกรรมใดแล้วจักต้องได้รับผลตอบแทนแน่
แม้ข้ามภพข้ามชาติ ทำกรรมใดจักได้รับผลนั้น
ผู้ใดทำผู้นั้นจักได้รับ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องได้รับ
และจะไม่จบสิ้นแม้ไม่มีการเลิกผูกเวร
แต่ถ้าเลิกผูกเวรก็จะจบสิ้นเพียงนั้น
การให้อภัยด้วยใจจริงในความผิดของผู้อื่นที่ทำต่อตน
จึงเป็นความสำคัญ เป็นสิ่งที่ควรอบรมให้ยิ่ง "

 

 

 

มีต่อ...

 

 

     Share

<< ชีวิตนี้น้อยนัก (๕)ชีวิตนี้น้อยนัก (๗) >>

Posted on Sun 19 Nov 2006 0:15

 

 
  
 






ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลก (๒)
ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลก (๑)
วจีกรรมในโลกไซเบอร์
รักนี้ที่ยิ่งใหญ่
อ่านไว้เตือนใจตน
รับให้เป็น
เขียนกลอนแล้วจ้า
ชั่วนิรันดร์บางทีก็แสนสั้น
ทุกข์เพราะคิดผิด
นิทานเรื่องลาแก่
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๕)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๔)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๓)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๒)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๑)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๐)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๙)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๘)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๗)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๖)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๕)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๔)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๓)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๒)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑)
Moonlight Sonata (๑)
Violin Concerto K. ๒๑๖
Chercher la source
Songbird
Be
Where is the love (๑)
Moonlight Sonata : First movement
Because you loved me.
Your song.
ให้
The promise. ( ๒ )
เพื่อเธอ
The promise. (๑)
Perhaps love.



Comments

อ่านแล้วดีมากๆคับ
ธรรมะ

ขอบคุณมากๆคับ
myman   
Sun 19 Nov 2006 14:25 [2]
 


การเวียนว่ายตายเกิดและมีความสุขจากการเสพกุศลกรรมที่ทำไว้
เป็นความสุขจอมปลอมเท่านั้น เพราะการยังเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ยิ่ง
bluemoon@themoon}   
Sun 19 Nov 2006 3:24 [1]




Post Comment






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn