ชีวิตนี้น้อยนัก (๒)

 

 

สวัสดีค่ะ


ไดอารี่ในช่วงนี้ เอมขออัญเชิญบทพระนิพนธ์เรื่อง "ชีวิตนี้มีค่านัก"
ซึ่งรู้จักดีกันในชื่อของ "ชีวิตนี้น้อยนัก" มาลงให้ได้อ่านกันจนจบ
เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

 

เนื่องจากเนื้อหามีความยาวพอสมควร
จึงจะทยอยโพสไปจนจบเล่ม
โดยจะโพสทุกวันตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
คือ แม้ว่าจะเกิดเหตุให้ไม่ว่างมาโพส ก็จะมาโพสย้อนหลังค่ะ

 


ความดีใดที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้
ขอทุกท่านน้อมระลึกแด่องค์ผู้ทรงนิพนธ์
คือสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ปัจจุบัน

 

และขออนุโมทนากับพี่กอบที่ได้พิมพ์เอาไว้เป็นไมโครซอฟท์เวิร์ด
เอมได้แก้ไขตัวสะกดบ้างเล็กน้อยให้ถูกต้องที่สุดก่อนโพส"

 

 

 

เนื้อหาต่อจากวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

 

 

" การเขียนหนังสือด้วยปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น
เขียนลงครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจได้ง่าย
แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวกันนั้น
ตัวหนังสือย่อมจะทับกันยิ่งขึ้นทุกที
การอ่านก็จะยิ่งอ่านยากขึ้นทุกที 
จนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ
จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมาเป็นสีสันเท่านั้น
ให้เพียงรู้เท่านั้นว่าได้มีการเขียนอะไรลงบนกระดาษแผ่นนั้น
หาอ่านรู้เรื่องไม่และหาอาจรู้ได้ ว่าเขียนอะไรก่อนเขียนอะไรหลังนี้

 


ฉันใด การทำกรรมหรือการทำดีทำชั่วก็ฉันนั้น
ต่างได้ทำกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
ทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก
หารู้ไม่ว่าได้เขียนอะไรก่อนเขียนอะไรหลัง
ทำกรรมแบบใดไว้ก็ไม่รู้ ไม่เห็น แยกไม่ออก
ว่าทำกรรมใดก่อนทำกรรมใดหลัง ทำดีอะไรไว้บ้าง
ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง มากน้อยหนักเบากว่ากันอย่างไร
มาถึงชาตินี้ไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น
เป็นความซับซ้อนของกรรมที่แยกไม่ออก
เช่นเดียวกับความซับซ้อนของตัวหนังสือที่เขียนทับกันไปทับกันมา

 

 

ความซับซ้อนของกรรมแตกต่างกับความซับซ้อนของตัวหนังสือ
ตรงที่ตัวหนังสือเขียนทับกันมากๆ
ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเขียนเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีอย่างไร
แต่กรรมนั้น แม้ทำซับซ้อนมากเพียงไร
ก็มีทางรู้ว่าทำกรรมดีไว้มากน้อยเพียงไร
หรือกรรมไม่ดีไว้มากน้อยเพียงไร
โดยมีผลที่ปรากฏขึ้นของกรรมนั้นเอง
เป็นเครื่องช่วยแสดงให้เห็น


 

ชีวิตหรือชาตินี้ของทุกคนมีชาติกำเนิดไม่เหมือนกัน
เป็นคนไทยก็มี จีนก็มี แขกก็มี ฝรั่งก็มี
มีชาติตระกูลไม่เสมอกัน ตระกูลสูงก็มี ตระกูลต่ำก็มี
มีสติปัญญาไม่ทัดเทียมกัน
ฉลาดหลักแหลมก็มี โง่เขลาเบาปัญญาก็มี
มีฐานะต่างระดับกัน ร่ำรวยก็มี ยากจนก็มี
ความแตกต่างห่างกันนานาประการเหล่านี้
ล้วนเป็นเครื่องชี้ให้ผู้เชื่อในกรรมและผลของกรรม
เห็นความมีภพชาติในอดีตของแต่ละชีวิตในชาติปัจจุบัน
เกิดมาต่างกันในชาตินี้เพราะทำกรรมไว้ต่างกันในชาติอดีต


 

ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุด
ที่แสดงให้เห็นอำนาจที่ใหญ่ยิ่งที่สุดของกรรม
คือความได้ภพชาติของพรหมเทพ
ความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์
เทวดาอาจมาเป็นมนุษย์ได้ เป็นสัตว์ได้
มนุษย์อาจไปเปิดเทวดาได้ เป็นสัตว์ได้
และสัตว์ก็อาจไปเป็นเทวดาได้ เป็นมนุษย์ได้
ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิด
นี้เป็นความจริงที่แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริงเสมอไป
ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้
เชื่อหรือไม่เชื่อก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง
คือกลัวการไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา

 



เทวดามาถือภพชาติเป็นมนุษย์เป็นที่ยอมเชื่อถือกัน
มากกว่าเทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น
จึงมีคำบอกเล่าหรือสันนิษฐานกันอยู่เสมอ
ว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นเทวดามาเกิด
ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐานจากความปราณีตงดงามสูงส่งของผู้นั้นผู้นี้
บางรายก็มีพร้อมทุกประการ
ทั้งชาติ ตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม
กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยนไพเราะ  เรียบร้อย เฉลียวฉลาด
บางผู้แม้ไม่พร้อมทุกประการดังกล่าว
ก็ยังได้รับคำพรรณนาว่าเป็นเทวดา นางฟ้ามาเกิด
เพราะผิวพรรณ มารยาทงดงาม อ่อนโยน นุ่มนวล
นี้ก็คือการยอมรับอยู่ลึกๆ ในใจของคนส่วนมาก
ว่าเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้





เทวดามาเกิดป็นมนุษย์
มีตัวอย่างสำคัญยิ่งที่พึงกล่าวถึงได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป
โดยเฉพาะในหมู่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
นั่นคือ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
จากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จลงโลกมนุษย์
ประสูติเป็นพระสิทธัตถะราชกุมาร
พระราชโอรสพระเจ้าสุทโธทนากับพระนางสิริมหามายา





เรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่รู้จักกันกว้างขวาง คือ เรื่องของเทพธิดาเมขลา
เทพธิดาองค์นี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์รักษามหาสมุทร
มีหน้าที่คอยคุ้มครองช่วยเหลือมนุษย์ผู้ถือไตรสรณาคมน์
มีศีลสมบูรณ์ ปฏิบัติชอบต่อมารดาบิดา
พราหมณ์โพธิสัตว์เดินทางไปเรือแตกกลางมหาสมุทร
พยายามว่ายเข้าฝั่งอยู่ถึง ๗ วัน เทพธิดาเมขลาจึงแลเห็น
ได้ไปแสดงตนต่อพระมหาสัตว์ทันที
รับรองจะให้ทุกอย่างที่พระมหาสัตว์ปรารถนา
และได้เนรมิตสิ่งที่พระมหาสัตว์ขอทุกอย่าง
คือเรือทิพย์และแก้วแหวนเงินทอง





พระมหาสัตว์พ้นจากมหาสมุทร
ได้บำเพ็ญทานรักษาศีลจนตลอดชีวิต
ครั้นสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดในเมืองสวรรค์
พระมหาสัตว์ครั้งนั้นต่อมาคือพระพุทธเจ้า
เทพธิดาเมขลาต่อมาคือ พระอุบลวัณณาเถรี
และผู้ดูแลช่วยเหลือพระมหาสัตว์ต่อมาคือพระอานนท์
นี้คือเทวดาถือภพชาติเป็นมนุษย์ได้ อย่างน้อยก็ตามความเชื่อถือ
จึงมีการเล่าเรื่องเทพธิดาเมขลาดังกล่าว "

 

 

มีต่อ...

 

 

 

     Share

<< ชีวิตนี้น้อยนัก (๑)ชีวิตนี้น้อยนัก (๓) >>

Posted on Wed 15 Nov 2006 6:44

 

 
  
 






อ่านไว้เตือนใจตน
รับให้เป็น
เขียนกลอนแล้วจ้า
ชั่วนิรันดร์บางทีก็แสนสั้น
ทุกข์เพราะคิดผิด
นิทานเรื่องลาแก่
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๕)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๔)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๓)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๒)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๑)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑๐)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๙)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๘)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๗)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๖)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๕)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๔)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๓)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๒)
ชีวิตนี้น้อยนัก (๑)
Moonlight Sonata (๑)
Violin Concerto K. ๒๑๖
Chercher la source
Songbird
Be
Where is the love (๑)
Moonlight Sonata : First movement
Because you loved me.
Your song.
ให้
The promise. ( ๒ )
เพื่อเธอ
The promise. (๑)
Perhaps love.
ดอกไม้ของน้ำใจ
For good.
Always with me.
Somewhere in my broken heart.



Comments

จริง ๆ แล้ว ค่อนข้างเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมนะค่ะ แต่ไม่เคยได้ศึกษารายละเอียด นับวัน คนเราก็ยิ่งสร้าง และชดใช้ (ซึ่งไม่รู้ว่าต้องชดใช้กี่ภพกี่ชาติถึงจะหมดจะสิ้น) เพราะมักจะก่อตัวขึ้นมาตลอด

อันนี้เชื่อในเรื่องของกรรมติดจรวดนะค่ะ ใครทำกรรมอะไรไว้ ย่อมได้รับสิ่งนั้น เห็นผลในชาตินี้ ไม่ช้าไม่นานค่ะ 3-7 วัน แค่คิดไม่ดีก็เป็นบาปแล้วอ่ะ อืมมม

ButterScotch   
Wed 15 Nov 2006 9:58 [1]




Post Comment






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn