ด้วยแรงอธิษฐาน

 


วันนี้มาอัพไดฯแนวใกล้เคียงไดอารี่เป็นครั้งแรก
จะเล่าเรื่องวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันสำคัญของเอม
เนื่องจากไปบริจาคอวัยวะทุกส่วนและดวงตามาค่ะ
เหตุที่บริจาคเพราะชีวิตไม่แน่นอน หากมีเหตุใด ๆ เกิดขึ้นจนสมองตาย
จะได้มีคนได้รับประโยชน์จากการจากไปด้วย




เมื่อตายแล้ว ศพก็คือซากที่ต้องกำจัดเท่านั้นเอง
ถ้ามีประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากซากนี้ ก็ยินดีจะยกให้

 

เมื่อคิดได้แบบนี้..ช่วงเช้าไปบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุแล้ว
ช่วงบ่ายก็ไปที่อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรฯ 
ณ สภากาชาดไทย  กดลิฟท์ไปชั้น ๕ บริจาคอวัยวะ 
เรียบร้อยแล้วปีนบันไดไปชั้น ๗ บริจาคดวงตา

 

เสร็จสิ้นกระบวนการก็ออกมาจากสถานเสาวภา
จะไปขึ้นรถไปสอนต่อที่โรงเรียนสอนคนตาบอด
ขณะที่เดินก็นึกถึงสิ่งที่เราทำ และอธิษฐานอุทิศส่วนกุศล
ให้พ่อ แม่ คนที่ช่วยเอมขึ้นมาจากน้ำ (เคยจมน้ำ เกือบตายค่ะ)
เจ้ากรรมนายเวร และดวงวิญญาณทั้งหลาย
ในขณะนั้นเอมก็ตัวสั่นน้อย ๆน้ำตาคลอ  รู้สึกวาบๆไปทั่วตัว
ซึ่งคืออาการของจิตที่เกิดปิติในบุญน่ะค่ะ  ไม่ใช่อภินิหารอะไร

 

แล้วก็แจ้งข่าวให้ท่านที่เคารพทราบ
เพื่อให้ท่านได้อนุโมทนากับเรา  แบ่งบุญกันไป
ตอนนี้ก็ขอให้คนอ่านอนุโมทนาด้วยนะคะ
เอาบุญมาฝากค่ะ (^_^)

 


ถ้าสนใจอยากบริจาคอวัยวะ 
ก็สามารถบริจาคได้ในเวบไซด์เลยค่ะ  เข้าไปดูได้ที่
http://www.organdonate.in.th/
และเท่าที่ทราบ จะมีการออกไปรับบริจาคตามสถานที่ต่างๆ
แต่ที่ไหนบ้างรบกวนติดตามข่าวสารในเวบนะคะ
ส่วนการบริจาคดวงตานั้น  เอมไม่แน่ใจว่าในเวบไซด์มีไหม
เปิดเวบสภากาชาดไทยไม่ได้ค่ะ  ไม่ทราบว่าทำไม
ตั้งแต่เมื่อวาน ( ๓๐ ส.ค. ๔๙ ) จนวันที่เขียนนี้ ( ๓๑ ส.ค. ๔๙ )ก็ยังไม่ได้
เวบสภากาชาดไทยค่ะ  
www.redcross.or.th
แต่ถ้าใครอยากบริจาคจริงๆ ขอแค่บอกมาเท่านั้นเอง
เอมจะไปรับใบสมัครที่สภากาชาด  จัดส่งให้ฟรีค่ะ


แต่ก็มีเงื่อนไขนะคะ เช่น ต้องเก็บดวงตาภายใน ๖ ชั่วโมง
ห้ามฉีดยากันศพเน่า ห้ามเสียชีวิตด้วยโรคบางโรค  เป็นต้น
ศึกษาในเวบไซด์จะสะดวกที่สุดนะคะ  มีข้อมูลอยู่แล้ว

 


เขียนมาถึงตรงนี้ นึกถึงการบริจาคไขกระดูกขึ้นมาได้
เลยอยากเชิญชวนให้ไปบริจาคกันค่ะ
เอมแจ้งความประสงค์บริจาคมาราวๆ ๓ ปีแล้วมั้งคะ
ข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคนี้ เอมเขียนจากความทรงจำนะคะ
ไม่ทราบว่าเปลี่ยนแปลงไปไหม ถ้าทราบแล้วจะมาบอกใหม่ค่ะ

 

เงื่อนไข คือ ต้องบริจาคเลือดครบ  ๖ ครั้งก่อน
จากนั้นก็เขียนลงในใบแจ้งความประสงค์จะบริจาคไขกระดูก
ตอนบริจาคเลือด เขาจะเก็บเลือดเราเพิ่มจาก ๔ หลอดที่เก็บไปตรวจโรค
เพิ่ม ๒ หรือ ๔ เอมไม่แน่ใจ แต่ไม่มากหรอกค่ะ ชิวชิว  อิอิ
จากนั้นเขาก็จะไปตรวจว่าเราจับคู่กับผู้ป่วยได้ไหม
ถ้าเข้ากันได้ก็ได้บริจาคค่ะ  ซึ่งยากมากนะคะ
ขนาดพี่น้องพ่อแม่เดียวกันยังเป็นไปได้แค่ ๒๕% เองค่ะ
ดังนั้นเราควรเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยที่รอความหวังนะคะ

 


เขียนเรื่องการไปสอนเด็กตาบอดบ้าง ถามกันมาหลายท่าน
ขั้นแรกคือไปให้ถึงโรงเรียนก่อนค่ะ 
ถ้ามาจากถนนพระราม ๖ ก็อยู่ติดกับองค์การเภสัชกรรม
ฝั่งตรงข้ามองค์การเภสัชกรรมคือโรงพยาบาลรามาธิบดี
ถ้ามาจากอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เข้ามาทางโรงพยาบาลราชวิถี
ตามเส้นทางที่จะไปแยกตึกชัย มุ่งหน้ามาเกือบจะถึงถนนพระราม ๖
สุดถนนทางซ้ายมือคือโรงเรียนสอนคนตาบอดค่ะ
ขนาดเอมซึ่งขับรถไม่เป็น หลงทิศหลงทางประจำ  ยังหาเจอ
ก็แน่ใจว่าคนอื่นๆน่าจะหาพบโดยไม่ยาก
แต่ถ้าหลงทาง แนะนำให้ถามค่ะ คิดว่าคนแถวนั้นรู้จักดี

 

เข้าไปที่โรงเรียนก็ให้ถามหาห้องอาสาสมัคร 
จากนั้นกรอกใบสมัคร เขาจะขอถ่ายสำเนาบัตรประชาชนด้วยนะคะ
พอเสร็จเรียบร้อยก็สอนได้เลยค่ะ 
วันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเวลาที่สอนคือช่วงเย็นที่เขากลับจากโรงเรียน
เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ ค่ะ ที่จะมีเด็กๆมา
เด็กๆที่นี่ ถ้าชั้นประถมปีที่๑-๖  จะเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอด
แต่ระดับมัธยมจะไปเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนอื่นๆ
เด็กทุกคนจะพักอาศัยในโรงเรียนเลยค่ะ

 

เวลาที่ไปสอน เราจะไปนั่งรอที่ห้องอาสาสมัคร
พอเด็กๆมาถึงเขาจะมาถามว่าใครสอนวิชาอะไรได้บ้าง
เท่าที่ไปมา  พบว่าวิชายอดฮิตคือ คณิตศาสตร์
เวลาสอนก็สอนตามปกติ  แต่เราต้องช่วยเขียนให้เขานะคะ  
ถ้าเดินไปไหน เด็กอาจจะจับข้อศอกเรา  แล้วพาไปค่ะ
คือเขาจะรู้ทิศทางจากการเคลื่อนไหวของข้อศอก
ไม่ต้องกลัวเด็กๆเขาหลงทางนะคะ
ถึงมองไม่เห็น แต่เดินไปไหนๆ ในโรงเรียนได้สบายเลยละ ^^

 

นอกเหนือจากการสอนการบ้านในวันเรียนปกติแล้ว
วันเสาร์อาทิตย์ก็จะมีกิจกรรม ซึ่งอันนี้เอมยังไม่มีข้อมูล
เนื่องจากเป็นวันที่เอมไม่สะดวก เพราะต้องทำงานค่ะ

 


เขียนถึงตัวเองปิดท้ายรายการ
ปีนี้เอมอายุ ๒๖ ปีแล้วค่ะ คิดว่าได้เดินทางมาไกลพอสมควรแล้ว
มีชีวิตอยู่นานกว่าหลายๆคนเสียอีกนะ
ในช่วงหนึ่งมีมรสุมการศึกษาพัดผ่านชีวิต ทุกข์หนักมาก



ต่อมาเมื่อได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า
ก็ซาบซึ้งและเห็นคุณค่าของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ได้มีร่างกายที่สมบูรณ์ ไม่พิการ สมองทำงานได้ดี


ดังนั้น จึงไม่มีอะไรทำให้เอมอยากตายได้อีก
มีแต่ความรู้สึกว่าต้องรักษาชีวิตไว้ให้ดีๆ
เพราะเราสามารถสร้างสิ่งมีคุณค่าต่อคนอื่นได้มากมายนัก

 

 

 

เพิ่มเติมค่ะ*

 

เล่าเรื่องวันที่ไปบริจาคเพิ่มอีกหน่อย


การบริจาคอวัยวะ ถ้าอายุเกิน ๖๐ ปีแล้ว  แต่เอมยังไม่ตาย
ก็บริจาคไม่ได้แล้วค่ะ คิดเองว่าเพราะแก่ อวัยวะเสื่อมสภาพ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะอายุเกิน ๖๐ ปี แต่อวัยวะภายใน-ภายนอกยังอยู่ครบ
เอมยังสามารถได้รับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่   (มีลุ้นๆ  แหะๆ)
ตั้งใจว่า ถ้าอยู่เกิน ๖๐ ก็คงบริจาคร่างกายค่ะ
แต่ถ้าตัดไส้  หัวใจแหว่ง ปอดพร่อง ฯลฯ (ตอนนี้ยังอยู่ครบ แต่อนาคตไม่รู้)
ก็ยังมีโอกาสบริจาคร่างกายได้ เพราะเขาจะใช้กระดูกในการศึกษา 
ทราบว่าที่ศิริราชและรามาธิบดี (และคงมีที่อื่นๆอีก) รับนะคะ

 

เอมเขียนบริจาคอวัยวะทุกส่วนไปแล้ว  ก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า
"กระดูกจะเอาไหมคะ ถ้าจะเอาก็จะยกให้ค่ะ"
เจ้าหน้าที่บอกว่า ที่นี่ไม่รับครับ มีที่ศิริราช
" แล้วจะช่วยส่งศพดิฉันหลังจากเก็บอวัยวะทุกอย่างแล้ว ไปที่นั่นได้ไหมคะ "
"ไม่ได้ครับ " (แหม ใจร้าย ถ้าไปเองได้ ก็คงไม่ง้อหรอก)

ลองมาลุ้นกันค่ะ ว่าเอมจะได้บริจาคอะไร

 

 

เขียนมานี่...อย่าคิดว่าอยากตายนะคะ 
เพียงรู้สึกว่านี่คือเรื่องธรรมดาของทุกชีวิต
ความตายอยู่กับเราทุกขณะจิต
แต่เรากลับไม่ค่อยคิดถึงมัน


เอมไม่กลัวตาย แต่กลัวเตรียมตัวตายไม่ดีพอ
และตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวตายอยู่ค่ะ
ด้วยการทำจิตใจให้สะอาด  พยายามรักษาศีล ๕ ให้ครบ
ด้วยการทำกุศลทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้
ด้วยการไม่โกรธ  ด้วยการให้ทานเท่าที่จะให้ได้
โดยเฉพาะธรรมทาน วิทยาทาน และอภัยทาน  
เพื่อให้มั่นใจว่า ถ้าต้องเดินทางไกลอีกครั้งจะไปดี


ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ ว่าตัวเองจะไปวันไหน
เอมก็ไม่รู้ ว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไหร่กัน 
อาจจะอีก ๖๐ ปี  ๑๐ ปี  ๑ ปี  พรุ่งนี้..
หรือแค่นาทีถัดจากนี้ไปก็ได้...


ชีวิตอนิจจังนะคะ..

 

 

 

 

     Share

<< ต้นไม้ในบ้านหลังเก่าทำด้วยหัวใจ >>

Posted on Wed 27 Jun 2007 0:59

 

 
  
 






Songbird
Be
Where is the love (๑)
Moonlight Sonata : First movement
Because you loved me.
Your song.
ให้
The promise. ( ๒ )
เพื่อเธอ
The promise. (๑)
Perhaps love.
ดอกไม้ของน้ำใจ
For good.
Always with me.
Somewhere in my broken heart.
Forever in love.
The moon represents my heart.
Can you feel the love tonight ?
ทำด้วยหัวใจ
ด้วยแรงอธิษฐาน
ต้นไม้ในบ้านหลังเก่า
ทานตะวัน
สองคนหนึ่งคืน
กำแพงบุญ
I want to spend my lifetime loving you.
What a difference a day made.
ที่ตรงนี้
The wind beneath my wings.
มหัศจรรย์แห่งรัก
ลมหายใจของกันและกัน
Someone who lives in your heart.
คิดถึงบ้าน
Nobody loves me like you do.
แสงดาวแห่งศรัทธา
Colors of the wind.
ร่มฉัตร
เดือนเพ็ญ
ลมรำเพย
นาทีที่ยิ่งใหญ่



Comments

ยกมือไหว้และกล่าวขออนุดมทนาบุญด้วยแล้วค่ะ เอม ขอบคุณนะคะ ที่เอาบุญมาฝากกัน

เอมมีข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่างมาฝาก อ่านแล้วน่าสนใจ เรื่องสอนคนตาบอด ถ้ามีโอกาส บางทีเราอาจได้เจอกันที่นั่น แล้วจะรู้จักกันไหมเนี่ย 555 แต่ช่วงนี้เลิกแล็บมืดทุกวันเลยค่ะ

พบธรรมะเร็ว ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สร้างกุศลได้เร็วนะคะ ^^
ต้องตา   
Sat 2 Sep 2006 14:35 [1]




Post Comment






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn